Enfa สรุปให้
เลือกอ่านตามหัวข้อ
ปัจจุบัน “ครอบครัว” ไม่ได้หมายถึงรูปแบบพ่อแม่ลูกที่อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าเสมอไปใช่ไหมคะ หลายครอบครัวอาจเผชิญภาวะ “พ่อแม่หย่ากัน” หรือ “พ่อแม่เลิกกัน” ส่งผลให้เกิดคำถามสำคัญว่า พ่อกับแม่ใครมีสิทธิ์ในตัวลูกมากกว่ากัน ทั้งคู่รักจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย หรือกรณีที่ไม่ได้จดทะเบียนแต่มีลูกด้วยกันแล้วต้องแยกทาง บางครั้งก็เกิดข้อขัดแย้งถึงขั้นต้องขึ้นศาลเพื่อแย่งสิทธิ์ดูแลบุตรกันเลยทีเดียว
บทความนี้จะมาไขทุกประเด็นสำคัญ ตั้งแต่การเข้าใจกฎหมายว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของพ่อแม่ กรณีพ่อแม่หย่ากันหรือลูกอยู่กับฝ่ายใด ไปจนถึง การขอเป็นผู้ปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ว่าหมายถึงอะไร ต้องทำอย่างไรบ้าง รวมถึง ขั้นตอนการฟ้องศาลเรื่องลูก เป็นอย่างไร หากเกิดกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้
รวมทั้ง การเชื่อมโยงไปถึงแนวทางบริหารความสัมพันธ์ในครอบครัวเมื่อพ่อแม่เลิกกันแล้ว เพื่อไม่ให้ลูกเกิดปัญหาทางจิตใจหรือเสียโอกาสในอนาคต
หนึ่งในคำถามที่คาใจหลายคนคือ พ่อกับแม่ใครมีสิทธิ์ในตัวลูกมากกว่ากัน โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ครอบครัวแตกแยก แยกทาง หรือหย่าร้าง ความจริงแล้ว สิทธิในตัวลูกมิได้อยู่ที่ว่า “เป็นพ่อหรือแม่” อย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาประกอบ
สิทธิและหน้าที่ของพ่อแม่ตามกฎหมาย
มาตรา 1566 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้กำหนดให้บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ในอำนาจปกครองของบิดาและมารดา ซึ่งบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งสามารถใช้อำนาจปกครองได้โดยลำพัง แต่จะสละอำนาจปกครองบุตรให้บุคคลอื่นไม่ได้ หมายความว่า ตามหลักการ กฎหมายไม่ได้บอกว่า “พ่อมีสิทธิ์มากกว่า” หรือ “แม่มีสิทธิ์มากกว่า” แต่เป็น “สิทธิ์ร่วมกัน” ในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของลูก เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล สวัสดิการ และเรื่องทรัพย์สิน
สิ่งที่สำคัญที่สุดซึ่งจะทำให้บิดาได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกับมารดา ตามมาตรา 1566 ได้นั้น บุตรคนดังกล่าวต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาเสียก่อน ซึ่งสามารถทำได้โดยวิธีการดังนี้
หากไม่มีการจดทะเบียนสมรส กฎหมายระบุว่า แม่มีอำนาจปกครองบุตร โดยอัตโนมัติ ส่วนพ่อจะต้องพิสูจน์ความเป็นบิดา และร้องขออำนาจปกครองร่วม หรือขอปกครองแต่เพียงผู้เดียวภายหลัง
การที่เด็กที่เกิดจากบิดามารดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย จะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 ระบุแนวทางดำเนินการให้เด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายกรณีที่บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ดังนี้
1.บิดามารดาได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง ซึ่งมีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด กรณีนี้เป็นวิธี ที่ง่ายที่สุดถ้าบิดาและมารดาของเด็กสมัครใจจดทะเบียนสมรสกันภายหลัง
2.บิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร ซึ่งมีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด มี 3 วิธี คือ
2.1 การจดทะเบียนรับรองบุตรในสำนักทะเบียน
2.2 การจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสำนักทะเบียน
2.3 การจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสำนักทะเบียนในท้องที่ห่างไกล
3.มีคำพิพากษาของศาลว่าเป็นบุตร
กรณีที่เด็กหรือมารดาเด็กคนใดคนหนึ่งคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดา หรือไม่ให้ความยินยอมหรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ เช่น เด็กเป็นผู้เยาว์ไร้เดียงสา มารดาเด็กถึงแก่กรรมไปแล้ว เป็นต้น การจดทะเบียนรับรองบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล เมื่อศาลได้พิพากษาให้บิดาจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรแล้ว บิดาก็สามารถนำคำพิพากษาไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนต่อไป
นอกจากนี้ยังมีกรณี การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีได้เฉพาะกรณี
1.เมื่อมีการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดคร่า หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังหญิงอย่างผิดกฎหมาย
2.เมื่อมีการลักพาหญิงไปในทางชู้สาว หรือมีการล่อลวงร่วมประเวณีกับหญิง
3.เมื่อมีเอกสารของบิดาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเด็กคนนั้นเป็นบุตรของตน
4.เมื่อปรากฏในทะเบียนคนเกิดหรือสูติบัตรว่าเด็กเป็นบุตร โดยมีหลักฐานว่าบิดาเป็นผู้แจ้งการเกิดหรือรู้เห็นยินยอมในการแจ้งนั้น
5.เมื่อบิดามารดาได้อยู่กินกันอย่างเปิดเผย
6.เมื่อมีการร่วมประเวณีกับหญิงในระยะเวลาที่หญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้ และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิใช่บุตรของชายอื่น
7.เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเด็กเป็นบุตรของชาย ซึ่งพิจารณาข้อเท็จจริงที่แสดงความเกี่ยวข้องฉันพ่อลูก เช่น การส่งเสียให้เล่าเรียน ให้การอุปการะเลี้ยงดู หรือยอมให้ใช้นามสกุลของชาย
เมื่อพ่อแม่เลิกกันหรือหย่ากัน
ถ้ามีการหย่าร้างอย่างถูกต้อง มักจะต้องระบุเรื่อง “อำนาจปกครองบุตร” ในใบหย่า หรือทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะให้ลูกอยู่กับใคร มีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องลูกอย่างไร แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ ต้องฟ้องศาลให้พิจารณา ศาลจะดูปัจจัยหลายด้าน เช่น ความพร้อมด้านที่พักอาศัย รายได้ เวลาการดูแล การศึกษาของเด็ก และความต้องการของเด็ก (หากเด็กโตพอ)
เมื่อเกิดการหย่าร้าง คำถามที่ตามมาทันที คือ พ่อแม่หย่ากันลูกอยู่กับใคร โดยหลักการทั่วไป หากคู่สมรสหย่ากัน ต้องระบุในข้อตกลงหย่าว่า “ใครเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง” และ “คู่สมรสอีกฝ่ายมีสิทธิ์เข้าพบหรือเลี้ยงดูอย่างไร” หากตกลงกันไม่ได้จึงต้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน
1. ข้อตกลงในใบหย่า
หากหย่าด้วยความยินยอม (ไม่ต้องขึ้นศาล) คู่สมรสสามารถทำข้อตกลงตกลงว่า:
การทำข้อตกลงนี้ต้องลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย และนายทะเบียนเป็นพยาน
2. เมื่อตกลงกันไม่ได้ ต้องขึ้นศาล
3. ปัจจัยที่ศาลคำนึงถึง
4. พ่อแม่หย่ากันลูกจะอยู่กับใคร
โดยทั่วไป หากเด็กเล็กมาก (วัยต่ำกว่า 7 ขวบ) มักให้แม่เป็นผู้ปกครอง เพราะเชื่อว่าต้องการการดูแลทางร่างกายและจิตใจอย่างอ่อนโยน แต่หากแม่ไม่พร้อม หรือมีประวัติไม่ดี พ่อก็อาจเป็นผู้ได้สิทธิเลี้ยงดูได้ ไม่มีกฎหมายระบุชัดเจนว่าลูกต้องอยู่กับใคร จึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล
กรณีที่พ่อแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่มีลูกด้วยกัน และเกิดการแยกทาง การกำหนดว่า “ลูกอยู่กับใคร” แตกต่างจากกรณีมีใบสมรสไหม ต้องทำอย่างไร
สิทธิ์อำนาจปกครองบุตรในกรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรส
กฎหมายระบุว่า หากผู้หญิงคลอดลูกโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ฝ่ายแม่มีอำนาจปกครองโดยอัตโนมัติ ส่วนฝ่ายพ่อที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสไม่มีสิทธิ์ปกครองตามกฎหมายทันที แม้เขาจะเป็นบิดาชีวภาพ (biological father) ก็ต้องยื่นคำร้องรับรองบุตรให้ถูกต้อง
การรับรองบุตร
ถ้าพ่อประสงค์จะมีสิทธิ์และหน้าที่เลี้ยงดูลูก สามารถยื่นเรื่อง “รับรองบุตร” ต่อสำนักทะเบียน (หากแม่ยินยอม) หรือฟ้องศาลพิสูจน์ว่าเป็นพ่อ หลังจากรับรองบุตรแล้ว พ่ออาจเจรจาขอปกครองร่วม หรือถ้าขัดแย้งก็ต้องให้ศาลตัดสิน
เมื่อต้องการแยกทาง “ลูกอยู่กับใคร”
โดยพื้นฐาน ลูกจะอยู่กับแม่ เพราะแม่มีอำนาจปกครอง ถ้าพ่ออยากมีสิทธิ์เลี้ยงดูลูก อาจเจรจากับแม่เพื่อให้ตกลงกัน หรือฟ้องศาลขออำนาจปกครอง/ขอปกครองร่วม ศาลจะพิจารณาปัจจัยเช่นเดียวกับกรณีมีใบสมรส คือ ความพร้อมของแต่ละฝ่าย และประโยชน์สูงสุดของเด็ก
ปัญหาเพิ่มเติมที่อาจจะตามมา
ถ้าแม่ไม่ต้องการให้พ่อเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจปิดบังข้อมูล หรือไม่ยินยอมให้รับรองบุตร พ่ออาจต้องใช้วิธีฟ้องพิสูจน์บิดา ใช้หลักฐาน DNA หรือ หากพ่อรับรองบุตรสำเร็จแล้ว แต่ยังเลิกกันไม่ดี อาจเกิดปัญหาเรื่องการเยี่ยมลูก กำหนดเวลาพบเจอ หรือค่าใช้จ่ายเลี้ยงดู
ในบางสถานการณ์ ผู้ปกครองอาจต้องการ “อำนาจปกครองบุตร” ฝ่ายเดียว โดยไม่มีอีกฝ่ายเข้ามาร่วมตัดสินใจอีกต่อไป เช่น กรณีที่คู่สมรสเลิกกันด้วยเหตุที่อีกฝ่ายมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือต้องการป้องกันปัญหาความขัดแย้ง
ความหมายของ “ขอเป็นผู้ปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว”
ตามกฎหมาย หากพ่อแม่จดทะเบียนสมรส จะมีอำนาจปกครองลูก “ร่วมกัน” แต่หากต้องการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “ขอปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว” ต้องได้รับคำพิพากษาของศาล หรือมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรในใบหย่า
การมี “อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว” หมายความว่า ฝ่ายนั้นจะตัดสินใจเรื่องลูกได้เพียงลำพัง เช่น เลือกโรงเรียน ให้การรักษาพยาบาล ปกครองทรัพย์สินของลูก ฯลฯ โดยไม่ต้องรอความเห็นอีกฝ่าย
กรณีไหนที่ศาลอาจให้ปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว
ขั้นตอนขอเป็นผู้ปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว
ข้อควรระวัง
การเป็นผู้ปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะหมดสิทธิ์ในความเป็นพ่อหรือแม่โดยสมบูรณ์ เช่น ศาลอาจกำหนดสิทธิ์เยี่ยมเยียน หรือกำหนดให้ช่วยค่าเลี้ยงดูได้
ควรใช้วิธีนี้เมื่อไม่มีทางเลือกจริง ๆ หรืออีกฝ่ายมีพฤติกรรมเป็นอันตราย เพราะการตัดอีกฝ่ายออกจากกระบวนการเลี้ยงดู อาจส่งผลทางจิตใจแก่ลูกได้
เมื่อไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องสิทธิเลี้ยงดูบุตร หรืออยากขออำนาจปกครองเพียงฝ่ายเดียว “ขั้นตอนการฟ้องศาลเรื่องลูก” จึงเป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายคนอยากรู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร
ปรึกษาทนายหรือสถานคุ้มครองสิทธิเด็ก
อาจเริ่มด้วยการพบ “สำนักอัยการ” หรือ “ทนายความ” เพื่อรับคำแนะนำว่าควรยื่นฟ้องที่ศาลไหน และหลักฐานที่ต้องเตรียม บางกรณีหน่วยงานช่วยเหลือทางกฎหมาย เช่น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือสำนักงานช่วยเหลือประชาชนของรัฐอาจให้คำปรึกษาฟรี
เตรียมเอกสารหลักฐาน
ยื่นฟ้องที่ศาลเยาวชนและครอบครัว
ยื่นคำร้องหรือคำฟ้องระบุว่า “ขออำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว” หรือ “ขอให้ตัดสินว่าลูกอยู่กับข้าพเจ้า” เป็นต้น ขณะที่ ฝ่ายจำเลย (อีกฝ่าย) มีสิทธิ์ยื่นคำให้การคัดค้าน
การพิจารณาของศาล
ขั้นตอนหลังศาลตัดสิน
หากศาลให้ลูกอยู่กับแม่ หรือพ่อ อีกฝ่ายต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล อาจมีเงื่อนไขสิทธิ์เยี่ยมเยียน กำหนดช่วงเวลา ฯลฯ หากไม่ปฏิบัติตาม เช่น ฝ่ายหนึ่งไม่ยอมให้เข้าพบลูก หรือไม่จ่ายค่าเลี้ยงดู จะถือว่าผิดคำสั่งศาล สามารถร้องเรียนให้ศาลสั่งบังคับได้
ในหลายกรณีที่ยังติดภาพว่า “แม่ต้องได้สิทธิ์เลี้ยงดูลูก” แต่ในโลกความจริงอาจเกิดกรณี ศาลตัดสินให้ลูกอยู่กับพ่อ หรือ พ่อฟ้องสิทธิเลี้ยงดูบุตรได้เช่นกัน หากพ่อมีความเหมาะสมมากกว่าในหลายด้าน เช่น สภาพแวดล้อมการเลี้ยงดู การเงิน จิตใจ ความปลอดภัย เป็นต้น
สาเหตุที่ทำให้ศาลอาจตัดสินให้ลูกอยู่กับพ่อ
“พ่อฟ้องสิทธิเลี้ยงดูบุตร” ต้องทำอย่างไร
หากพ่ออยากได้สิทธิเลี้ยงดู แนะนำให้เก็บหลักฐานความพร้อม เช่น รายได้, บ้านหรือที่พัก, สภาพแวดล้อม, คนช่วยเลี้ยง (เช่น ปู่ ย่า) แสดงให้ศาลเห็นว่าตนสามารถให้ความรักและปลอดภัยแก่ลูกมากกว่า
กรณีศาลตัดสินให้ลูกอยู่กับพ่อ
ข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบ
บางคนกังวลว่าถ้าพ่อต้องทำงานนอกบ้านไม่มีเวลาลูกอาจขาดการดูแล ในทางปฏิบัติอาจมีสมาชิกครอบครัวช่วย หรือใช้บริการเนิร์สเซอรี่ หากแม่อยากทวงสิทธิ์กลับมาในอนาคต อาจต้องยื่นคำร้องปรับเปลี่ยนคำพิพากษาศาล โดยแสดงเหตุอันสมควรว่า “ปัจจุบันฝ่ายแม่พร้อมมากขึ้น”
ในอีกด้านหนึ่ง กรณีที่พบได้บ่อยคือ “ศาลตัดสินให้ลูกอยู่กับแม่” โดยเฉพาะลูกยังเล็กหรือแม่มีความพร้อมมากกว่า แต่ก็มีบางประเด็นที่แม่ควรทราบ
เหตุผลที่ศาลให้ลูกอยู่กับแม่
ภาระหน้าที่แม่เมื่อได้สิทธิเลี้ยงดู
หากพ่ออยากแบ่งเวลาหรือทวงสิทธิ์
พ่ออาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำสั่งศาลในภายหลัง หากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพ เช่น พ่อมีรายได้ดีขึ้น สุขภาพหรือพฤติกรรมแม่มีปัญหา แม้แม่เป็นผู้ปกครองหลัก แต่หากมีการละเมิดคำสั่งศาล เช่น ไม่ยอมให้พ่อเจอลูก ก็อาจถูกฟ้องอีก
ไม่ว่าจะศาลตัดสินให้ลูกอยู่กับใคร หรือพ่อแม่ได้ข้อตกลงกันในรูปแบบใด ความสัมพันธ์ “พ่อ-แม่-ลูก” ยังคงอยู่ ถึงแม้คู่ชีวิตจะ “เลิกรากัน” การจัดการให้ลูกได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเป็นเป้าหมายสำคัญ
สื่อสารกับลูกอย่างตรงไปตรงมา แต่ไม่กดดัน
เด็กควรรู้ว่าพ่อและแม่ยังรักเขาเหมือนเดิม แม้ว่าจะไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน หลีกเลี่ยงการพูดโจมตีอีกฝ่ายต่อหน้าลูก หรือตำหนิให้ลูกฟังจนเกิดความเกลียดชัง
กำหนดตารางเวลาเยี่ยมลูกชัดเจน
หากลูกอยู่กับแม่ กำหนดเวลาหรือวันสุดสัปดาห์ที่พ่อมารับหรือพาลูกไปเที่ยว หากอยู่กับพ่อ ก็เช่นเดียวกัน แม่ควรมีสิทธิ์มาเยี่ยมหรือพาลูกไปพักผ่อนช่วงวันหยุดยาวเพื่อสานสัมพันธ์
อย่าใช้ลูกเป็นเครื่องมือต่อรอง
บางครั้งเกิดสถานการณ์ “พ่อไม่จ่ายค่าเลี้ยงดู ถ้าแม่ไม่ยอมให้เจอลูก” หรือ “แม่ไม่ให้เจอลูก ถ้าพ่อไม่ทำตามเงื่อนไข” ก่อผลเสียต่อจิตใจลูก เด็กอาจมีบาดแผลทางอารมณ์ รู้สึกว่าตัวเองเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง
สนับสนุนโภชนาการและการศึกษาของลูกอย่างต่อเนื่อง
แม้จะไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน แต่ทั้งพ่อและแม่ควรร่วมมือกันวางแผนอนาคตการเรียนของลูก ให้ได้โภชนาการครบถ้วน หากลูกอยู่กับแม่ ก็อย่าลืมอัปเดตพ่อเกี่ยวกับสุขภาพลูก ความคืบหน้าพัฒนาการ เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง ความสามารถ หรือแม้กระทั่งปัญหาที่ลูกเผชิญในโรงเรียน
ใช้ผู้เชี่ยวชาญหรือนักจิตวิทยาถ้าจำเป็น
หากลูกมีอาการเครียด ซึมเศร้า หรือมีปัญหาในการปรับตัว ควรปรึกษานักจิตวิทยาเด็ก เพื่อช่วยจัดการอารมณ์และความรู้สึกของลูก การปรึกษาฝ่ายผู้เชี่ยวชาญอาจช่วยลดความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่ด้วย
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีเพื่ออนาคตของลูก
แม้จะเลิกกัน แต่การแสดงออกว่าทั้งพ่อและแม่พร้อมทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของลูก ย่อมสร้างสภาพแวดล้อมบวกให้ลูกเติบโตอย่างมีความสุขและมั่นคงทางใจ
ต้องไม่ลืมว่า โภชนาการที่ดี และการส่งเสริมพัฒนาการผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน (เช่น การอ่านหนังสือ การเล่น) จะช่วยให้ลูกพร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นใจ
คุุณแม่บางท่านบอกว่า โอ๊ย! สบายมาก พาลูกขึ้นเครื่องบินมาแล้วตอนที่ยังอายุไม่กี่เดือนถึง 1 ขวบ แต่...
อ่านต่อร้องเพลงให้ลูกฟังเป็นวิธีที่ผู้เชี่ยวชาญทุกคนแนะนำให้แม่ทำตั้งแต่ตั้งครรภ์ เพราะเด็กจะได้ยินเสีย...
อ่านต่อEnfa สรุปให้ ครอบครัวอบอุ่น คือ ครอบครัวที่อบอวลไปด้วยความรัก ความเข้าใจ ให้ความช่วยเหลือสนับสนุ...
อ่านต่อ